ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธารน้ำแข็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธารน้ำแข็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ความลึกลับของน้ำตกโลหิตที่แอนตาร์กติกาที่นานนับ 100 ปี

ค้นหา
Custom Search

ความลึกลับของน้ำตกโลหิตที่แอนตาร์กติกาที่นานนับ 100 ปี

หลังจากเป็นปริศนาลึกลับมานานนับร้อยปีของปรากฏการณ์แปลกๆของธรรมชาติแถบแอนตาร์กติกา

🌊“น้ำตกโลหิต” (Blood falls) เสมือนเลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากก้อนน้ำแข็งสีขาวขนาดใหญ่ที่ชื่อธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2454 โดยนักธรณีวิทยาชาวออสเตรเลียชื่อกริฟฟิธ เทย์เลอร์

โดยเขาเชื่อในตอนแรกว่าเกิดจากสาหร่ายสีแดง แต่ทฤษฎีดังกล่าวถูกโต้แย้งจากนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาในปี 2546 ว่าสีแดงนั้นเกิดจากเหล็กออกซิไดซ์ รวมทั้งอาจจะเป็นเศษซากส่วนที่เหลือจากทะเลสาบน้ำเค็มอายุ 5 ล้านปีสถานที่แห่งนี้สร้างความท้าทายแก่นักวิทยาศาสตร์หลายรายตลอดมา 

ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอลาสกาและวิทยาลัยโคโลราโด ในสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามเส้นทางของน้ำใต้ธารน้ำแข็งได้และใช้เทคโนโลยีตรวจจับด้วยเสาอากาศและจัดตำแหน่งคลื่นเสียงรอบธารน้ำแข็ง ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใต้แบบเดียวกับค้างคาวใช้คลื่นเสียงแบบเอ็คโคโลเคชั่น (echolocation) เพื่อดูสิ่งต่างๆโดยรอบตัวมัน
ผลจากการวิจัยพบว่าธารน้ำแข็งมีระบบน้ำของตัวเอง และที่น่าตื่นตะลึงคือทะเลสาบไม่ได้แข็งตัวแม้จะอยู่ภายในน้ำแข็งยักษ์เป็นเวลานาน นับเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าของการไขความลับของธรรมชาติที่จะทำให้มนุษย์รู้เท่าทันและเอาตัวรอดต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปของสิ่งแวดล้อมในอนาคต.

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2563

ป่าโบราณใต้ธารน้ำแข็งโผล่สู่โลกครั้งแรกในรอบพันปี


ค้นหา
Custom Search
นักวิจัยเก็บตัวอย่างต้นไม้
วัดคาร์บอนรังสีเพื่อหาความเก่าแก่ (ไลฟ์ไซน์)

ป่าโบราณโผล่จากธารน้ำแข็งละลายในอลาสก้า และเผยสู่โลกภายนอกครั้งแรกในรอบพันปี 
              
รายงานจากอาวเออร์อะเมซิง
แพลเนตและไลฟ์ไซน์ระบุว่า
ทั้งตอไม้และลำต้นโผล่ออกมาเรื่อยๆ จากธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ (Mendenhall Glacie) ทางตอนใต้ของอลาสก้า ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งขนาด 95.3 ตารางกิโลเมตร ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบใกล้เมืองจูโน (Juneau) อลาสก้า เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน
             
ทว่าเมื่อปีที่ผ่านมานักวิจัยที่
มหาวิทยาลัยอลาสก้าเซาอีสต์ (University of Alaska Southeast) ในจูโน ได้สังเกตว่ามีต้นไม้โผล่ออกมามากขึ้น และจำนวนมากตั้งต้น บางส่วนยังมีรากค้ำ หรือมีเปลือกไม้
             
แคธี คอนเนอร์ (Cathy Connor) ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยอลาสก้าเซาเทิร์น ซึ่งร่วม
ในการตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นส่วนนอกสุดของต้นไม้ และสามารถนับย้อนหลังได้ว่าต้นไม้มีอายุเท่าไหร่ และเป็นเรื่อง "เจ๋ง" ที่ได้เห็นต้นไม้เหล่านี้ยังไม่บุบสลาย

ทีมสำรวจจำแนกคร่าวๆ ว่าต้นไม้
ดังกล่าวน่าจะเป็นต้นสนหรือไม่ก็
ต้นเฮมล็อค (hemlock) ที่มีฤทธิ์เป็นพิษ โดยวิเคราะห์จากเส้นผ่านศูนย์กลางของเนื้อไม้ ..
และจากเหตุผลว่า ทุกวันนี้ต้นไม้ชนิดดังกล่าวเจริญเติบโตในพื้นที่แถบนั้น แต่คอนเนอร์กล่าวว่า 
ทีมวิจัยยังต้องประเมินตัวอย่าง
เพื่อยืนยันชนิดต้นไม้ให้แน่ชัด
              
จากการวิเคราะห์คาร์บอนรังสีพบว่าก้อนกรวดใต้ธารน้ำแข็งได้ห่อหุ้มต้นไม้เหล่านี้มีอายุมากว่า
1,000 ปี โดยเมื่อธารน้ำแข็งโตขึ้นในช่วงหน้าร้อนน้ำแข็งและจะละลายกลายเป็นกระแสน้ำที่ปล่อยชั้นกรวดออกไปตามขอบธารน้ำแข็ง
            
ชั้นกรวดสูง 1.2-1.5 เมตร คอยห่อหุ้มต้นไม้ไว้ก่อนที่ชั้นน้ำแข็งจะใหญ่พอไถหน้าดินกรวดเหล่านั้น แล้วปลิดกิ่งไม้ออกไป เหลือเพียงตอไม้ที่ถูกฝั่งอยู่ใต้สุสานธารน้ำแข็ง 
ซึ่งกระบวนการเดียวนี้กำลังเกิดขึ้นกับต้นคัตตอนวูด (cottonwood) 
ที่ธารน้ำแข็งทากุ (Taku Glacier) ทางตอนใต้ของเมืองจูโน 
ทำให้นักวิจัยศึกษากระบวนการในเวลาที่เกิดขึ้นจริงได้
ขณะที่ธารน้ำแข็งทากุกำลังเติบโตขึ้น แต่ธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์กำลังลดลงด้วยในอัตรา 52 เมตร
ต่อปี นับแต่ปี 2005 ส่วนการลดลงของธารน้ำแข็งในหน้าร้อนปีนี้ยังไม่มีการคำนวณ แต่ทีมวิจัยคาดว่าน่าจะลดลงไปมากเนื่องจากอุณหภูมิหน้าร้อนที่ไม่ปกติในปีนี้
              
ตอนนี้ทีมวิจัยยังไม่ได้ตีพิมพ์งานวิจัยจากที่วิเคราะห์จากการสำรวจ แต่พวกเขามีแผนที่จะรวบรวมข้อมูลให้มากกว่านี้ โดยจะกลับไปเยือนธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ เพื่อขุดเก็บตัวอย่างต้นไม้ รวมทั้งวิเคราะห์วงปีเพื่อคำนวณอายุของต้นไม้
ตอไม้โบราณโผล่จากธารน้ำแข็งในอลาสก้า
 (ไลฟ์ไซน์)

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

น้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายเร็วขึ้นถึง 6 เท่า


ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และ 2000 นักวิทยาศาสตร์สามารถประมาณการได้ค่อนข้างดีขึ้น เกี่ยวกับการตรวจวัดน้ำแข็งที่หลอมละลาย และแม่นยำมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยอย่างดาวเทียม สถานีด้านสภาพอากาศ และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ซับซ้อน

เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ได้คำนวณปริมาณน้ำแข็งที่หายไปในกรีนแลนด์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เป็นปีที่ดาวเทียมแลนด์แซทดวงแรก ซึ่งเป็นชุดดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติขึ้นสู่วงโคจรเหนือโลกเพื่อถ่ายภาพอาณาเขตของเดนมาร์ก ทีมวิจัยได้ใช้ 3 วิธีวัดการละลายของน้ำแข็ง อย่างแรกคือใช้ดาวเทียมวัดความสูงด้วยเลเซอร์

หากธารน้ำแข็งละลายดาวเทียมก็จะได้รับข้อมูลความสูงที่ลดลง และวัดความแปรปรวนของแรงโน้มถ่วง รวมถึงพัฒนาแบบจำลองความสมดุลของมวล พร้อมเปรียบเทียบมวลสะสมของฝนและหิมะกับมวลที่หายไปของน้ำแข็ง เพื่อคำนวณน้ำแข็งที่เหลืออยู่ 

แบบจำลองเหล่านี้ได้รับการยืนยันด้วยการวัดภาคสนามที่มีความน่าเชื่อถือ อาจมีคลาดเคลื่อนบ้างแต่ก็เพียง 5-7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วง 20-30 ปีก่อน ผลจากการวิจัยพบว่าน้ำแข็งดินแดนกรีนแลนด์นั้นละลายเร็วขึ้น 6 เท่า 

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 13.7 มิลลิเมตรตั้งแต่ พ.ศ.2515.

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อะไรคือธารน้ำแข็ง


ธารน้ำแข็ง คือ มวลของแข็งที่เคลื่อนที่ไปตามสภาพความลาดชันของแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเกิดมาจากการตกทับถมของผลึกหิมะที่ตกลงมาทับถมกันปีแล้วปีเล่า และปริมาณหิมะที่ละลายมีน้อยมากเมื่อเทียบกับหิมะที่ตกลงมาบนโลก หิมะจึงสะสมตัวทับถมกันมากขึ้นเรื่อยๆ หิมะชั้นบนที่หนาขึ้นจะทับถมหิมะชั้นล่าง ทำให้หิมะชั้นล่างซึ่งโดนแรงกดอัดเกิดการตกผลึก กลายเป็นน้ำแข็ง และเมื่อปริมาณหิมะชั้นบนเพิ่มมากขึ้น น้ำหนักของมันจะกดทับมากขึ้นทำให้เกล็ดน้ำแข็งชั้นล่างค่อยๆ ละลาย และเกิดการเคลื่อนตัวขึ้น
การเคลื่อนที่ของธารน้ำแข็งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพต่างๆ ของพื้นผิวโลก

จากการศึกษาของนักธรณีวิทยาพบว่า ธารน้ำแข็งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว
อยู่ในมหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic)
ยุคควาเทอร์นารี(Quaternary) สมัยไพลสโตซีน (Pleistocene)
อันเนื่องมาจากการลดอุณหภูมิต่ำลง ภูมิต่ำลง ทำให้เกิดการตกทับถมของหยาดน้ำฟ้าในรูปหิมะ กลายเป็นน้ำแข็งที่ตกบนพื้นโลก และไม่ละลายกลับลงสู่ทะเล เมื่อถึงฤดูร้อนทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับของน้ำทะเลบนโลก โดยพบว่ามีพื้นที่มากหลายล้านตารางกิโลเมตรในเขตอเมริกาเหนือ และในทวีปยุโรป บนภูเขาสูงแถบไซบีเรีย เป็นพื้นที่ที่มีการสะสมตัวของน้ำแข็งมาก Pitty (1973) กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ของธารน้ำแข็งมีประมาณร้อยละ 11 ของโลก และในจำนวนนี้ ร้อยละ 30 - 50 สะสมตัวอยู่บนทวีป และร้อยละ 23 สะสมตัวอยู่ในทะเล ในกรีนแลนด์ มีหิมะตกทับถมตัวปกคลุมอยู่เป็นพื้นที่ถึง 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร บางแห่งมีความหนาถึง 3 กิโลเมตร และในเขตแอนตาร์กติก มีพื้นที่หิมะปกคลุมถึง 1.295 ล้านตารางกิโลเมตร ทั้งสองบริเวณดังกล่าวมีปริมาณหิมะปกคลุมผิวโลกมากที่สุด

ทฤษฎีว่าด้วยการเกิดธารน้ำแข็ง ได้แก่ ทฤษฎีสุริยภูมิ (The Solar Tropographic Theory)
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่าโลกเป็นดาวเคราะห์ที่เย็นลง และเกิดการสะสมตัวและ ทับถมของธารน้ำเริ่มตั้งแต่สมัย ไพลสโตซิน (Pleistocene)

ซึ่งมีหลักฐานว่าสาเหตุการเกิดเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศของโลกเย็นลง เกิดการสะสมตัวของหิมะบนผิวโลกมากขึ้นเนื่องจากปริมาณความร้อนที่แผ่รังสีจากดวงอาทิตย์มายังโลกมีน้อย จึงทำให้เกิดหิมะตก และอัตราการระเหยของมวลผลึกน้ำแข็งบนโลกลดลง ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ( Plate Tectonic) มีการเคลื่อนตัวของแผ่นทวีปเกิดเป็นแนวภูเขาสูงๆ ขึ้นมา และจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์เหตุผลสนับสนุนทฤษฎีนี้อีกประการหนึ่งคือ

ปรากฏการณ์การลดลงของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนโลก ซึ่งก๊าซดังกล่าวจะช่วยดูดซับความร้อน
ที่สำคัญเมื่อปริมาณก๊าซลดลงจากร้อยละ 0.03 เหลือเพียงร้อยละ 0.015 ในขณะนั้น จึงทำให้อุณหภูมิของอากาศลดลงราว 4 องศาเซลเซียส มีผลทำให้เกิดการสะสมตัวของปริมาณน้ำแข็งมากขึ้นตามมา ทฤษฎีความต่างทางกลศาสตร์ (The Different Mechanism Theory)

ทฤษฎีนี้เชื่อว่าจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกทำให้เกิดแผ่นดินไหว และการระเบิดของภูเขาไฟ เป็นจำนวนมาก ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองจากภูเขาไฟฟุ้งกระจายในบรรยากาศมากจนทำให้รังสีที่แผ่จากดวงอาทิตย์สะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลกมาก ทำให้โลกได้รับรังสีความร้อนดังกล่าวลดลง และขณะเดียวกันฝุ่นละอองของภูเขาไฟจะเป็นตัวจับไอน้ำบนโลกให้ควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำตกลงมายังพื้นโลกเป็นหยาดน้ำฟ้า และเป็นต้นกำเนิดของการเกิดลำดับอายุธารน้ำแข็งบนโลกขึ้นมา

ทฤษฎีการเปลี่ยนตำแหน่งของทวีป (Shift in the Positions of Continents Theory)

ทฤษฎีนี้กล่าวว่าการเปลี่ยนตำแหน่งของทวีปตามทฤษฎีทวีปเลื่อนทำให้เกิดตำแหน่งของทวีปที่มีความเหมาะสมต่อการสะสมตัวของธารน้ำแข็งเกิดขึ้น

นอกจากนี้ในบางทฤษฎีมีการกล่าวอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมจึงทำให้สภาพภูมิอากาศแถบอาร์กติกเย็นลง และทำให้เกิดหิมะตกลงมา ประกอบกับความผันแปร
แนวการโคจรของโลก และดวงอาทิตย์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พลังงานความร้อนที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ลดลงส่งผลให้เกิดลำดับของยุคธารน้ำแข็ง,

เรียบเรียงข้อมูลโดยMANMAN
google.com, pub-3134526468117619, DIRECT, f08c47fec0942fa0

รายการบล็อกของฉัน